สิว เป็นแล้วหายได้ด้วยวิธีง่ายๆทำได้เอง
Jul21

สิว เป็นแล้วหายได้ด้วยวิธีง่ายๆทำได้เอง

หลังจากมีคลิป การบีบสิว ออกมาทำให้เรากินข้าวไม่ลงกันไปหลายมื้อเลยทีเดียว เราเห็นแล้วว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับคนมีสิว ผิวแพ้ง่าย ที่เป็นตัวรบกวนทำให้คุณสาวๆขาดความมั่นใจ งานนี้ไทยรัฐออนไลน์มีวิธีรักษาสิวแบบง่ายๆ ขั้นแรกที่ยังไม่ต้องพึ่งคลินิกมาฝากกัน อย่ามัวนั่งแคะแกะสิวให้เสียเวลา ไปอ่านกันเลย … ลดความบวมด้วยน้ำแข็ง ในกรณีที่เพิ่งกดสิวมาใหม่ อาจเกิดอาการบวม แดง บริเวณสิวที่ถูกกดได้ ถ้ารู้สึกว่ามันบวมมากเกินไปก็ให้เอาน้ำแข็งมาประคบเบาๆ ที่หน้าเพื่อลดอาการบวมที่หน้าได้ ประคบไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หายบวม ผิวหน้าเราบอบบาง หลังจากกดสิวก็เช่นกัน พยายามล้างหน้าให้เบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช็ดหน้าก็ให้เช็ดเบาๆ แผลจากการกดสิวจะได้หายเร็วๆ แถมยังช่วยป้องกันการเกิดสิวซ้ำซ้อนที่ชอบขึ้นมาตรงที่เดิมได้อีกด้วย พอกหน้าได้นะถ้าต้องการ การพอกหน้าก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รอยสิวที่เกิดจากการกดสิวหายรวดเร็วขึ้น แต่การพอกต้องดูสูตรด้วย ควรใช้สูตรที่ธรรมชาติ และพอกให้อ่อนโยนมากที่สุด ป้องกันการระคายเคืองแล้วทำให้สิวยิ่งอักเสบ หากมีรอยควรใช้ยาลดรอย แต่ถามว่าจำเป็นไหม บอกเลยว่าไม่จำเป็นเพราะเดี๋ยวรอยๆ นั้นก็หายไปโดยธรรมชาตินั่นเอง แต่ด้วยความที่สาวๆ สมัยนี้ใจร้อนอยากหายไวๆ ให้หน้าใสบริ๊งๆ ก็มักจะสรรหาตัวช่วยมาช่วยอย่างครีมลดรอยให้หายอย่างเร็ววัน แต่ทั้งนี้เราแนะนำว่าอย่าใช้ยาลดรอยสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะมันมีสิวหลายประเภท ควรใช้ยาให้ถูกกับสิวประเภทที่เป็นและบอกเลยว่าถ้าใช้ถูกต้อง ยังไงก็เห็นผลแน่นอน หากเราไม่ต้องการให้สิวที่เป็นอยู่อักเสบเพิ่มขึ้น เราแนะนำ อย่านอนดึก อย่าล้างหน้าแรง อย่าเอามือสกปรกๆ ไปจับสิวบ่อยๆ หรือพยายามไปบีบมันซ้ำ เพราะถ้าบีบไม่ออกจะยิ่งอักเสบไปใหญ่ และอาจจะเกิดรอยแผลจากการที่มีเล็บจิกได้ นอกจากนี้ วิธีที่ดีที่สุดเราควรล้างหน้าเช็ดเครื่องสำอางให้หมดจด ถือเป็นการดูแลผิวขั้นแรกได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง. ที่มา : thaihealth.or.th 71 total views, 1 views...

Read More
รับประทานอาหารเจ สุขภาพดี แบบไม่ต้องมีเนื้อสัตว์
Jul07

รับประทานอาหารเจ สุขภาพดี แบบไม่ต้องมีเนื้อสัตว์

การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ  เพื่อส่งเสริมให้เกิดสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเนื่องจากมีสารอาหารที่เพียงพอ อย่างไรก็ตามในสังคมปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติ จึงต้องรับสารอาหารกลุ่มโปรตีนจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ สำหรับบุคคลทั่วไป (ไม่ได้เป็นนักกีฬา หรือมีความจำเป็นในการต้องการโปรตีนมากกว่าปกติ เช่น กำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น) ต้องการโปรตีนประมาณ 0.8 ของน้ำหนักตัวในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ควรรับประทานโปรตีนประมาณ 40 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 13 กรัมต่อมื้อ เราสามารถทราบปริมาณโปรตีนได้จากข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งร่างกายของเราก็มีการสึกหรอจากการทำกิจกรรมต่างๆอยู่ตลอดเวลา  อีกทั้งโปรตีนยังเป็นส่วนประกอบของแทบทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นเซลล์ เนื้อเยื่อ ฮอร์โมน เม็ดเลือด กล้ามเนื้อ ฯลฯ โปรตีนยังถูกนำมาใช้เป็นพลังงานเมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตอีกด้วย การรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอจึงสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมากมาย เพื่อป้องกันการขาดโปรตีนในกลุ่มผู้รับประทานอาหารเจจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น เต้าหู้, นมถั่วเหลือง, ถั่วต่างๆ, ธัญพืช, เนยถั่ว เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติสามารถ มังสวิรัติสามารถรับโปรตีนจากสัตว์ได้โดยเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นม, ไข่, โยเกิร์ต เป็นต้น สำหรับผู้รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติที่ไม่สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ ควรรับประทานแหล่งโปรตีนที่ได้จากพืชอย่างหลากหลาย เนื่องจากโปรตีนจากสัตว์เป็นโปรตีนสมบูรณ์ คือมีกรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด แต่โปรตีนจากพืชยังคงขาดกรดอะมิโนบางตัวอยู่ ยกเว้นถั่วเหลือง (Soy) ที่ถือว่าเป็นโปรตีนสมบูรณ์ที่ได้จากพืช แม้โปรตีนจะเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่การรับประทานโปรตีนมากเกินความพอดีย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ไปเพิ่มการทำงานของตับ ไตในการกำจัดโปรตีนส่วนเกิน, เกิดภาวะไม่สมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลโดยการดึงแคลเซียมมาใช้มากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม ภาวะกระดูกพรุนได้ นอกจากการขับโปรตีนส่วนเกินออกทางปัสสาวะแล้ว ร่างกายยังสามารถสะสมโปรตีนส่วนเกินในรูปของไขมันได้อีกด้วย ดังนั้นการรับประทานโปรตีนให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มาก หรือน้อยเกินไป ร่วมกับการรับประทานผักผลไม้ต่างๆ อย่างหลากหลาย และการรับประทานคาร์โบไฮเดรต ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ จะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและปราศจากโรคภัยอย่างแท้จริง ที่มา : thaihealth.or.th 37 total views, 2 views...

Read More
ทำบุญด้วยความเร่งรีบ จะทำให้พระสงฆ์อาพาธ (เจ็บป่วย) ด้วยโรคต่างๆได้ ด้วยอาหารที่ไม่สะอาด
Jul06

ทำบุญด้วยความเร่งรีบ จะทำให้พระสงฆ์อาพาธ (เจ็บป่วย) ด้วยโรคต่างๆได้ ด้วยอาหารที่ไม่สะอาด

การทำบุญในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างสะดวกและสบาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญผ่านการโอนเงินทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ การส่งของใช้ที่สภาพยังใช้ได้ให้กับหน่วยงานต่างๆ ผ่านทางไปรษณีย์ หรือแม้กระทั่งซื้ออาหารชุดที่ทำสำเร็จไปใส่บาตรพระในเช้าก่อนทำงานก็ตาม แน่นอนว่าความเร่งรีบบวกกับความเคยชินอาจชวนให้คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่าในอาหารชุดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่มีโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไม่ครบถ้วน ในขณะที่มีปริมาณน้ำตาล น้ำมัน เกลือ กะทิ หรือโซเดียมมากเกินกว่าความต้องการ เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้พระสงฆ์อาพาธ (เจ็บป่วย) ด้วยโรคต่างๆ ซึ่งหากดูจากรายงานสถานการณ์ปัญหาโภชนาการในสงฆ์ ของโครงการสงฆ์ไทยไกลโรค ปี 2559 ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะพบว่า 5 โรคยอดฮิตของพระสงฆ์ไทยคือ โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ปอด โรคหัวและหลอดเลือด ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุของการเจ็บป่วยในพระสงฆ์เกิดจากการฉันอาหารที่มีไขมันสูงและดื่มน้ำปานะที่มีรสหวาน เฉลี่ย 2 แก้ว/วัน รวมถึงออกกำลังกายน้อย เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายของพระสงฆ์อย่างการเดินรอบวัด กวาดลานวัด ยังไม่เพียงพอสำหรับการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน เมื่อฆราวาสอย่างเราเป็นผู้ถวายอาหารให้พระสงฆ์ ทั้งการใส่บาตรและถวายเพล อีกทั้งพระสงฆ์ ไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ฆราวาสก็ควรคำนึงเลือกอาหารคุณภาพดีไปถวาย สำหรับฆราวาสญาติโยมที่ไม่สะดวกประกอบอาหารนำไปถวายพระด้วยตัวเองก็สามารถเลือกซื้ออาหารสำเร็จไปใส่บาตรได้ตามเดิม เพียงแต่ขอให้เพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารลงไปอีกนิด พิจารณาดูอีกหน่อยว่าอาหารเหล่านั้นมีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ ไม่จำเป็นที่จะต้องถวายกับข้าวหลายอย่าง ท่านสามารถเลือกถวายกับข้าวเพียง 1 อย่าง แต่เป็น 1 เมนูอาหารที่มีคุณภาพส่งเสริมต่อการมีสุขภาพที่ดีได้ ทั้งนี้ ในส่วนของแม่ค้าแม่ขายที่ประกอบอาหารก็อย่าลืมคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ เพราะในยุคปัจจุบันคนนิยมซื้ออาหารสำเร็จเป็นส่วนมาก หากแม่ค้ายังคงประกอบอาหารแบบเดิม มีผักน้อยชนิด ยังปรุงอาหารรสชาติจัดจ้าน และเน้นเมนูที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบค่อนข้างเยอะ แนวโน้มการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ไทยก็อาจไม่ลดลงจากเดิมเท่าไหร่นัก เมื่อแม่ค้าเป็นมือหนึ่งในการประกอบอาหารและปรุงรสชาติ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงนำเคล็ดลับการประกอบอาหารที่เป็นการปรุงอาหารด้วยความคำนึงและใส่ใจสุขภาพพระสงฆ์ไทย ด้วยการ ‘ใส่สุขภาพ เสริมข้าวกล้อง เสริมผัก เสริมปลา เสริมนม สรร-ปานะ และ สรร-กิจนิมนต์’ มาฝากดังนี้ค่ะ 1. เสริมข้าวกล้อง เพิ่มใยอาหารด้วยวิตามิน : ด้วยการผสมข้าวกล้องและข้าวขาวอย่างละครึ่ง ข้าวกล้องมีประโยชน์ต่อหัวใจ ลดความเสี่ยงไขมันอุดตันเส้นเลือด ช่วยระบบขับถ่าย และอุดมไปด้วยวิตามินบี เนื่องจากในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงกว่าข้าวขาวถึง 3-7 เท่า 2. เสริมผัก หลากชนิด : ด้วยการบริโภคผักและผลไม้ 2 ส่วน ต่อข้าว 1 ส่วน และเนื้อสัตว์หรือไข่ 1 ส่วน เพราะผักและผลไม้มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานได้มากในผักและแร่ธาตุ กากใยอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้ผักในท้องตลาดมีหลากหลายชนิดด้วยกัน ยิ่งมีผักหลากหลายชนิดในเมนูอาหารก็ยิ่งมากไปด้วยประโยชน์ แต่น่าเสียดายที่พระสงฆ์ไม่ได้ฉันในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากในอาหารตักบาตรไม่มีผลไม้ และญาติโยมไม่ได้นำมาถวาย ท่านจึงไม่ได้ฉันผักสดหรือผลไม้รสหวานน้อย อย่าง มะละกอ ฝรั่ง แอปเปิ้ล และสาลี 3. เสริมปลา ลาไกลมะเร็ง : ปลาเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ถือเป็นอาหารสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง ซึ่งปลายังเป็นวัตถุดิบที่รังสรรค์อาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ปลาผัดขึ้นฉ่าย ปลานึ่งมะนาว ยำปลาสลิด เมี่ยงปลาทู เป็นต้น อีกทั้งยังมีกรรมวิธีการทำที่หลากหลาย ทั้งนึ่ง ต้มโคล้ง ต้มยำ แกงส้ม ผัด ทอด ย่าง หรืออ่อม 4. เสริมนม ผสมกะทิ กระดูกดี : ปรับให้เมนูของคาวและหวานที่มีส่วนผสมจากกะทิเป็นเมนูสุขภาพมากขึ้น ด้วยการใช้สูตรกะทิครึ่ง+นมครึ่ง ได้สุขภาพดีโดยที่ไม่เสียรสชาติอาหาร อาหารยังคงอร่อย มีคุณค่าอาหารและแคลเซียมสูง แต่สำหรับพระสงฆ์ที่ไม่สามารถฉันนมวัว สามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ เพราะการกินไขมันมากเกินความจำเป็นอาจทำให้อ้วนง่ายและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่นำนมวัวมาผสมสอดแทรกในเมนูอาหารเนื่องจากยังคงมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุน กระดูกบาง เพราะพระบางท่านไม่ดื่มนมวัวเลย ประกอบกับไม่ได้รับอาหารที่มีแคลเซียมมากนัก จึงมีความเสี่ยงมีภาวะกระดูกไม่แข็งแรงด้วย 5. สรรปานะ ลดน้ำตาล : น้ำปานะ หรือ เครื่องดื่มที่จะช่วยบรรเทาความหิวขณะท้องว่างได้ ควรมีปริมาณน้ำตาลน้อยและมีโปรตีนอยู่ด้วย อย่างเช่น โยเกิร์ต นมวัว-นมถั่วเหลือง ทั้งนี้ควรเลือกชนิดไขมันต่ำ รสชาติจืดหรือหวานน้อยแทน 6. ลดเค็ม ลดมัน รสชาติไม่จัดจ้าน : เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพพระสงฆ์ควรลดปริมาณการปรุง ทั้ง น้ำปลา เกลือ น้ำบูดู น้ำไตปลา ปลาร้า ปลาจ่อม รวมถึงควรใช้น้ำมันในปริมาณที่น้อย หรือเปลี่ยนเป็นกรรมวิธีการต้ม อบ ตุ๋น นึ่ง แทน เพื่อเป็นการส่งเสริมและเอื้อให้พระสงฆ์ไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการฉันอาหารที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่าง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต โครงการสงฆ์ไทยไกลโรค โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงขอเป็นอีกหนึ่งช่องทางดีๆ ที่เผยแพร่ข้อมูลและผลิตสื่อด้านโภชนาการที่ถูกต้อง ที่มีส่วนช่วยให้ฆราวาสอย่างเราๆ เลือกอาหารคุณภาพดีไปถวายใส่บาตร เพื่อที่พระสงฆ์จะได้มีสุขภาพร่างกายที่ดีอย่างยั่งยืน ที่มา : thaihealth.or.th 66 total views, 2 views...

Read More
“นวดกดจุด” แก้เบื่อเมื่อรถติด ช่วยให้คลายความปวดเมื่อยได้
Jul06

“นวดกดจุด” แก้เบื่อเมื่อรถติด ช่วยให้คลายความปวดเมื่อยได้

ฝนที่ตกในเวลานี้ ทำให้หลายคนประสบปัญหารถติด จากสภาพการจราจรที่คับคั่ง ทำให้คุณเบื่อหน่าย เครียดหงุดหงิดและวิตกกังวล ภาวะเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจ วันนี้เรามีท่าบริหารง่ายๆ เพื่อช่วยให้คุณคลายความปวดเมื่อยได้ แถมยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และจิตใจสงบ ขจัดอารมณ์ขุ่นมัวในช่วงที่รถติดไปได้ เกี่ยวกับอาการเบื่อหน่าย หงุดหงิดและเมื่อยล้า เพราะสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ยามที่ฝนเทลงมานี้ “อาจารย์ชินริณี วีระวุฒิวงศ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม อธิบายว่า ความเครียดเป็นภาวะของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ และทำให้รู้สึกถูกกดดัน ไม่สบายใจ วุ่นวายใจ และวิตกกังวล ส่งผลให้สภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจเสียไป อาจารย์ชินริณี บอกว่า ผลจากปฏิกิริยาตอบสนองที่มีต่อความเครียด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลนั้น เกิดอาการทางกายหลายอย่างแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย ขณะที่อาการด้านจิตใจของบุคคลที่เครียด จะเต็มไปด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ขาดสมาธิ สูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะจัดการกับชีวิตของตนเอง เศร้าซึมและวิตกกังวล “ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม” แนะนำวิธีการแก้อาการเบื่อหน่าย หงุดหงิดและเมื่อยล้า ด้วยท่ากายบริหารง่ายๆ ดังนี้ คิ้วและตา การใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ในการจ้องและเพ่งหน้า ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา โดยจะมีอาการปวดบริเวณระหว่างหัวคิ้วไปจนถึงศีรษะ ให้เริ่มจากนั่งตัวตรงแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างนวดเบาๆ บริเวณระหว่างคิ้ว หายใจปกติ แล้วค่อยๆ เลื่อนจากหัวคิ้วไล่ไปจนถึงบริเวณหางตา โดยนวด 7-8 ครั้ง ซึ่งท่านี้ช่วยกระตุ้นการมองและการคำนวณกะระยะ จากนั้นให้ใช้นิ้วนางกดเบาๆ บริเวณถุงใต้ตาไปจนถึงหางตา ทำทั้งหมด 7 รอบ รอบละ 3-5 ครั้ง โดยท่านี้จะลดรอยเหี่ยวย่นถุงใต้ตา ต่อมาให้กรอกตาไปทางด้านซ้ายขวา บนและล่าง ซึ่งลูกตายังเป็นแหล่งรวมของเส้นเลือดจำนวนมาก ท่านี้จะทำให้เลือดไหลเวียนแก้อาการสายตาล้าได้ หน้าผากและขมับ อาการปวดที่หน้าผากและขมับ เป็นอีกส่วนที่เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งความเครียดมักเป็นสาเหตุหลักของอาการนี้ ให้วางมือทั้งสองข้างบริเวณหน้าผาก แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำเป็นรูปตัวแอล โดยนิ้วโป้งให้กดบริเวณขมับทั้งซ้ายและขวา ส่วนนิ้วชี้ให้งอนิ้วแล้วใช้สันนิ้ว กดเบาๆ ระหว่างคิ้ว แล้วหมุนวนเป็นวงกลมทำ 3- 4 ครั้ง ประมาณ 30 วินาที จากนั้นดึงสันนิ้วชี้ขึ้นไปถึงตีนผมแล้วลากออกไปจนถึงนิ้วโป้งที่ขมับ ทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อกระตุ้นประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น ซึ่งท่านี้ยังช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผากได้อีกด้วย ศรีษะและคอ กล้ามเนื้อบริเวณคอเป็นจุดที่มักปวดตึงได้บ่อยที่สุด ให้หมุนคอ เบาๆ จากนั้นให้ใช้ฝ่ามืออ้อมมาจับที่ศรีษะอีกฝั่งหนึ่ง แล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้ศรีษะเอนพอรู้สึกตึง ทำค้างไว้พอรู้สึกสบาย จึงค่อยสลับไปทำอีกข้างหนึ่ง ซึ่งการบริหารคอจะทำให้มีเลือดมาเลี้ยงสมองมากขึ้น ซึ่งท่านี้ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระช่วย และ ช่วยป้องกันอาการของโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย ท่าต่อมาให้ยกมือเหยียดตรงโดยให้แนบชิดหู แล้วลดมืออ้อมมานวดบริเวณข้างหลังกกหูด้านตรงข้าม โดยให้ทำสลับไปมาซ้ายและขวา ซึ่งท่านี้จะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงที่ใบหูมากขึ้น ขณะที่การยกแขนเหยียดตรงยังช่วยให้น้ำเหลืองที่บริเวณรักแร้ไหลเวียนได้ดีขึ้น ขณะที่การยกแขนข้ามศรีษะไปกดที่หลังกกหูยังเป็นการออกกำลังกายสมองทำให้ตื่นตัวอีกด้วย ไหล่ เอวและหลัง ส่วนต่อคอเป็นอีกจุดหนึ่งที่เกิดอาการปวดเมื่อยได้ง่าย ให้หมุนหัวไหล่เบาๆ ไปด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ส่วนเอวและหลังเป็นบริเวณกล้ามเนื้อลำตัว ที่รองรับความเครียดและน้ำหนักร่างกายไว้เต็มที่ โดยให้เริ่มจากนั่งยืดเหยียดตัว จากนั้นถูมือให้ร้อนและนวดบริเวณบั้นเอวด้านหลัง ค่อยๆ ไล่มาด้านหน้า ซึ่งบริเวณบั้นเอวยังเป็นการนวดไต ที่คอยกรองของเสียจากร่างกาย และยังดูแลในเรื่องของอารมณ์ ดังนั้นคนที่เครียดหงุดหงิดเครียดง่าย การนวดไตสามารถช่วยผ่อนคลายได้ โดยให้นวดทั้งหมด 3 รอบ รอบละ 7 ครั้ง ซึ่งการนวดลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับต่อมหมวกไตที่สัมพันธ์กับต่อมใต้สมอง จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดของไตให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ลองนำเคล็ดลับการบริหารที่แนะนำไปปรับใช้ พร้อมกับทำจิตใจให้แจ่มใส เชื่อว่าต่อให้รถติดแค่ไหน เราก็สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสบาย ขอบคุณที่มา : thaihealth.or.th 60 total views, 1 views...

Read More
“The World Sleep Day” กิจกรรม “วันนอนหลับโลก”
Mar17

“The World Sleep Day” กิจกรรม “วันนอนหลับโลก”

หลายๆ คนอาจจะเคยประสบปัญหาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้ง เพราะในแต่ละวันเราต้องเจอกับเรื่องราว หรือปัญหาต่างๆ มากมายที่คอยเรียงแถวเข้ามาก่อกวนจิตใจให้วุ่นวายจนเป็นอันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรื่องราวแย่ๆ เหล่านั้นมักวนเวียนอยู่ในหัวสมองทั้งวัน ทำให้บ่อยครั้งเรามักจะใช้ตัวช่วยอย่าง “ยานอนหลับ” ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลืมเรื่องราวต่างๆ ไปได้บ้าง ที่สำคัญยังทำให้เราหลับสบายจนถึงเช้าอีกด้วย ถ้าเกิดสิ่งเราบอกไปนั้นมันเกิดขึ้นแค่ครั้ง สองครั้งก็ยังพอทน แต่ถ้าเกิดว่ายังมีครั้งที่สาม สี่ หรือห้าตามแล้วละก็ ให้ระวังไว้เลยว่าคุณกำลังมีปัญหาด้านการนอนหลับเข้าแล้ว  จึงเป็นที่มาของกิจกรรมที่เรียกได้ว่ารณรงค์กันไปทั่วโลกอย่าง “The World Sleep Day” หรือ กิจกรรม “วันนอนหลับโลก” ที่มักจะจัดขึ้นทุก “วันศุกร์” สัปดาห์เต็มที่ 2 ของเดือน “มีนาคม” ในทุกๆ ปี (Friday of the second full week of March) ซึ่งในปี 2017 นี้ ก็ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม โดยมีสโลแกนว่า “Good Sleep is a Reachable Dream” โดยเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงปัญหาการนอนหลับที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคุณ แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ทั่วโลก จะเรียกว่าเป็น “โรคระบาด” กลายๆ ก็ไม่ผิด โดยคณะกรรมการที่จัดงานวันนอนหลับโลก ของ “WASM” หรือ “The World Association of Sleep Medicine” ได้กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 เพื่อเป็นการให้ทุกคนบนโลกนั้นตระหนักและให้ความสำคัญกับ “ปัญหาการนอนหลับ” ที่แม้ว่าจะเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่หากว่าเกิดขึ้นแล้ว มันจะสร้างภาระเรื้อรังต่อเนื่องมาไม่รู้จบ ซึ่งคณะกรรมการก็จะเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมในชุมชน สังคม ให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะดังกล่าว การศึกษาหาที่มาของปัญหา ค้นคว้าตัวอย่าง มุมมองสังคมที่มีปัญหา รวมถึงการขับเคลื่อนต่างๆ ผ่านการสร้างความเข้าใจ แนะให้เกิดการเรียนรู้วิธีการป้องกันที่สามารถทำได้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาภาวะการนอนหลับอย่างตรงจุด กิจกรรมวันนอนหลับโลก หรือ “The World Sleep Day” นอกจากเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการเฉลิมฉลองการมีสุขภาพดี สะท้อนให้เห็นข้อดีของการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ หรือถ้าให้ตรงกับสำนวนไทยบ้านเราก็คือ “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ไม่อยากให้ใช้ “ยา” เป็นเครื่องมือรักษาให้เราสุขภาพดีตลอดไป แต่อยากให้เรารู้จักใช้ชีวิต หมั่นออกกำลัง และจัดการกับภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างเหมาะสม เมื่อถึงวันนั้นเราก็จะสามารถยิ้มได้แบบไม่ต้องมีกังวลเลย ที่มา : thaihealth.or.th 58 total views, 1 views...

Read More
ใช้ชีวิตการทำงานที่ตึกสูง อาจทำให้เกิดอาการ SBS หรือ Sick Building Syndrome อาการผิดปกติทางร่างกาย ขึ้นได้
Mar17

ใช้ชีวิตการทำงานที่ตึกสูง อาจทำให้เกิดอาการ SBS หรือ Sick Building Syndrome อาการผิดปกติทางร่างกาย ขึ้นได้

หนุ่มสาวในปัจจุบันนั้นหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการใช้ชีวิตการทำงานที่ตึกสูง จนทำให้เกิดอาการ SBS หรือ Sick Building Syndrome ขึ้นได้ ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังจากมีการใช้อาคาร อาจเป็นเพราะการออกแบบอาคารที่ไม่ดีไม่ได้มาตรฐาน หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาคารที่ทำให้อากาศในอาคารนั้นถ่ายเทไม่เพียงพอ สารเคมีที่อยู่ในอาคาร เช่น กาว น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เครื่องถ่ายเอกสาร ปริ๊นเตอร์ ยาฆ่าแมลง ควันบุหรี่ สี สารเคลือบเงา หรือแม้กระทั่งรังสีไฟฟ้า หลายคนคงสงสัยว่าอาการ SBS ว่าอาการเป็นอย่างไร มีวิธีการป้องกันหรือไม่ มารู้จักกับโรคนี้กันก่อนเลย Sick Building Syndrome หรือ SBS คือ อาการผิดปกติทางร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับอาคาร ผู้ป่วยมักมีอาการเฉพาะตอนที่อยู่ในอาคารเท่านั้น แต่เมื่อออกนอกอาคารแล้ว อาการเหล่านั้นก็จะดีขึ้น หรือหายไป อาการของผู้ป่วยก็สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มอาการ คือ 1. กลุ่มอาการทั่วไป จะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ ขาดความกระตือรือร้นและสมาธิในการทำงาน หดหู่ หงุดหงิด อ่อนเพลีย ง่วงนอน 2. กลุ่มอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุ จะมีอาการระคายเคืองบริเวณดวงตา จมูก ลำคอ ตาแห้ง คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบคอ เสียงแหบ 3. กลุ่มอาการระบบหายใจส่วนล่าง จะมีอาการหายใจลำบาก หายใจติดขัด แน่นหน้าอก ลักษณะคล้ายหอบหืด ไวต่อกลิ่นมากขึ้น 4. กลุ่มอาการทางผิวหนัง จะมีอาการผิวแห้ง เกิดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ และระคายเคืองใบหน้า วิธีการป้องกัน ควบคุมสิ่งแวดล้อมในอาคารให้อากาศสามารถหมุนเวียนจากภายนอกได้ ปิดแอร์และเปิดหน้าต่างระบายอากาศ และให้แสงแดดเข้ามาในอาคารบ้าง หมั่นทำความสะอาดอาคาร ไม่หมักหมม ดูดฝุ่นตามผ้าม่าน พรม ผ้าปูโต๊ะ หรือนำไปซักทำความสะอาด เพื่อป้องกันไรฝุ่น หลีกเลี่ยงการตากผ้าเปียกในอาคาร และไม่ควรทิ้งขนะไว้ในอาคารนานเกินไป กำจัดแหล่งสารปนเปื้อน หรือเก็บสารเคมีต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในอาคารอย่างมิดชิด และเพิ่มระบบการถ่ายเทอากาศ ลดปริมาณมูลภาวะในอากาศ ด้วยการใช้วัสดุ หรืออุปกรณ์ที่มีสารน้อยที่สุด และเป็นธรรมชาติเหมาะกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด หาต้นไม้มาตั้งในอาคาร เช่น ต้นเฟิร์นที่ทำหน้าที่ในการฟอกอากาศและฟอกสารพิษได้ดี หรือต้นเดหลีที่สามารถคายความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มา ; thaihealth.or.th 58 total views, 2 views...

Read More
Page 1 of 1412345678910...Last »