• หน้าแรก

  • ทั่วไป

  • อุบัติเหตุในเด็กเล็ก ที่ผู้ปกครองควรใส่ใจให้มากที่สุด

อุบัติเหตุในเด็กเล็ก ที่ผู้ปกครองควรใส่ใจให้มากที่สุด

  • หน้าแรก

  • ทั่วไป

  • อุบัติเหตุในเด็กเล็ก ที่ผู้ปกครองควรใส่ใจให้มากที่สุด

อุบัติเหตุในเด็กเล็ก ที่ผู้ปกครองควรใส่ใจให้มากที่สุด

อุบัติเหตุในเด็กเล็ก ยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย และเป็นข่าวที่น่าสะเทือนใจสำหรับคนในสังคม เพราะเป็นวัยที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอันตรายกับตัวเองมากนัก  การมีความรู้ความเข้าใจ และใช้ความระมัดระวังในการดูแลเด็ก จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้

วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้นำความรู้เรื่อง การป้องกันอุบัติเหตุในเด็กปฐมวัย โดย ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาฝากค่ะ

ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า  ที่ผ่านมาพบเด็กเล็กมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุที่สูงขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กขึ้น  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้การดำเนินงานการสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก

อุบัติเหตุใกล้ตัวเด็กเล็กมีอะไรบ้าง

1. การนอนของเด็ก

การเสียชีวิตจากการนอน เกิดจากการนอนคว่ำหน้านาน ๆ ทำให้เด็กขาดออกซิเจน หรือการที่ลูกนอนกับแม่และด้วยความไม่ตั้งใจทำให้แม่นอนทับเด็กจนเสียชีวิต  หรือเด็กนอนทับเด็กด้วยกันจนเสียชีวิต สาเหตุเป็นเพราะเด็กจะนอนหลับสนิทกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าผู้ใหญ่นอนทับเด็ก

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

วิธีการป้องกันคือ จัดให้เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนนอนหงาย และห่างจากผู้นอนร่วม 1 เมตร ในกรณีที่นอนบนพื้น อย่าให้เด็กนอนใกล้กับสิ่งของที่หล่นทับได้ และป้องกันเด็กตกลงไปติดค้างระหว่างช่องของเตียง

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

2. ของเล่นสำหรับเด็ก

ต้องเป็นของที่มีขนาดไม่เล็กหรือมีชิ้นส่วนแตกหักที่สามารถทำให้สำลักเข้าหลอดลมได้ ต้องมีมาตรฐาน มอก. และไม่มีสาร บีพีเอ (สารเคมีในพลาสติกแข็งที่รบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย มีผลต่อสมอง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและต่อมลูกหมากในระยะยาว) และต้องไม่มี ลักษณะที่เป็นด้ามยาวที่เด็กอมเข้าปากได้หรือปลายด้ามทุกด้านต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่า 3.5*5ซม. หรือถ้าเป็นทรงกลม ต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 4.2 ซม.

3. การคว้าสิ่งของ ดึง ปัด การปีนบ่ายที่สูง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

มักเกิดขึ้นในเด็กวัย 6-12 เดือน ไม่ควรวางของร้อนบนโต๊ะที่ไม่มั่นคงเพราะเด็กเดินชนแล้วทำให้ล้มลงได้ง่าย เก็บสายไฟของกาน้ำร้อนให้เรียบร้อยอย่าให้ห้อยอยู่ต่ำในระดับที่เด็กสามารถดึงกระชากได้

4. การจมน้ำ

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

เป็นสาเหตุอันดับ 1 ในการเสียชีวิตของเด็ก เพราะพฤติกรรมที่ชอบเล่นน้ำ หรือการเอามือลงไปแกว่งในน้ำอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ การจมน้ำไม่จำเป็นจะต้องอยู่ริมน้ำเสมอไป ซึ่งการปล่อยเด็กให้การอาบน้ำหรือเล่นน้ำในอ่างน้ำ กาละมัง หรือถังน้ำในบ้าน หรือแหล่งน้ำที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายกจะทำให้ผู้ใหญ่ประมาท จึงควรมีผู้ใหญ่คอยเฝ้าอยู่ตลอด

วิธีการป้องกันคือ เทน้ำออกจากกาละมังเมื่อใช้เสร็จหรือใช้ฝาปิด ปิดประตูห้องน้ำ กั้นพื้นที่ปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เด็กเข้าใกล้แหล่งน้ำ

5.การเขย่าตัวเด็ก

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

ผลจากการวิจัยพบว่า การเขย่าตัวจะทำให้เส้นประสาทในสมองฉีกขาด การฉีกขาดของเส้นเลือด ทำให้เกิดเลือดออกในสมองได้ และมีการฉีกขาดของเส้นเลือดในลูกตา ดังนั้นพ่อแม่ทุกคนไม่ควรเขย่าตัวลูกเพื่อให้เด็กหยุดร้องไห้ ถ้าลูกร้องมาก ๆ ให้คนอื่นอุ้มแทน จะได้ไม่รู้สึกรำคาญแล้วใส่อารมณ์กับลูก

6.อุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์

การให้เด็กนั่งบนตักหรือบนเบาะรถ โดยไม่มีการป้องกันหรืออุปกรณ์เสริมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ ควรมีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์คนขับไม่ควรอุ้มเอง อาจจะใช้สายรัดไว้กับตัวผู้ใหญ่

7.รถพยุงตัว หรือรถหัดเดิน

7 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย ที่ต้องระวัง thaihealth

1 ใน 3 ของเด็กที่ใช้รถพยุงตัว เกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บในขณะใช้บางรายเสียชีวิต ปัจจุบันสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดให้เรียกว่า รถพยุงตัว ไม่ให้ใช้คำว่า รถหัดเดิน และให้กำกับฉลากคำเตือนบนผลิตภัณฑ์ให้ผู้ดูแลเด็กรู้ว่าอาจมีอันตรายและไม่ช่วยในการหัดเดิน ผู้ใหญ่ต้องอยู่ใกล้ชิดเด็กเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี้

แม้ว่าบ้านจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม แต่อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ  เพราะฉะนั้น การจัดการสิ่งเเวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลให้มากขึ้นจะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยได้

__________________________________________

ลืมลูกไว้ในรถ เรื่องที่ต้องใส่ใจ thaihealth

กรณีเด็กติดอยู่ในรถแล้วเสียชีวิต คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเพราะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากประตูหน้าต่างปิดสนิท แต่ความจริงแล้วอากาศภายในรถสามารถนอนได้นานเป็นชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่ที่เด็กจะเสียชีวิตเป็นเพราะความร้อนภายในที่สูงขึ้น

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า ผู้ปกครองห้ามทิ้งลูกไว้ในรถที่จอดกลางแจ้งเด็ดขาด และควรนำเด็กลงจากรถไปด้วยทุกครั้ง นอกจากนี้ ไม่ควรเปิดแง้มหน้าต่างไว้แล้วปล่อยให้เด็กอยู่ภายใน เพราะการแง้มหน้าต่างรถไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิภายในรถ และสาเหตุแท้จริงของเด็กเสียชีวิตไม่ได้มาจากขาดอากาศหายใจ ขณะที่การจอดรถในที่ร่มเด็กก็อาจเสียชีวิตจากความร้อนที่สูงขึ้นได้เช่นกัน

ป้องกันการลืมลูกไว้ในรถอย่างไร

ประการแรก ห้ามทิ้งเด็กไว้ในรถโดยลำพังเด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะต้องไปทำธุระนอกรถเร็วหรือช้า แต่ควรนำเด็กลงจากรถไปด้วยทุกครั้ง แม้เด็กจะหลับอยู่ ก็อย่ากังวลว่ากลัวเป็นการปลุกลูก กลัวลูกงอแง แต่คุณต้องเอาลูกลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ใช่เพียงความปลอดภัยเท่านั้น แต่เป็นการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ว่าทุกครั้งที่จอดรถ ลูกต้องลงจากรถ

ประการที่สอง แง้มหน้าต่างรถก็ไม่ได้ ด้วยความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าการเปิดแง้มหน้าต่างไว้ในรถแล้วปล่อยให้เด็กอยู่ภายในจะทำให้เด็กไม่ขาดอากาศหายใจแล้วจะปลอดภัย แต่ความจริงแล้วเด็กเสียชีวิตเพราะความร้อนสูง ไม่ว่าจะจอดกลางแดดหรือในที่ร่ม แต่เนื่องจากสภาพอากาศร้อนในปัจจุบันเหมือนในช่วงนี้ ไม่กี่นาทีเด็กต้องแย่แน่ๆ นี่ยังไม่นับรวมการปล่อยเด็กทิ้งไว้ในรถลำพังก็อาจถูกลักพาตัวได้เช่นกัน

ประการที่สาม กรณีที่ต้องให้ลูกติดรถไปกับผู้อื่น หมั่นตรวจสอบด้วยการโทรศัพท์ไปสอบถามเป็นระยะว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เพราะการที่ต้องฝากลูกไว้กับผู้อื่น ซึ่งต้องเข้าใจว่าเขาไม่ได้ดูแลลูกเราเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมหรือเผอเรอได้ และถ้าเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกันก็ควรจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าอยู่กับเด็กเล็กต้องระมัดระวังด้วย แต่ทางที่ดีไม่ควรปล่อยลูกวัยเด็กเล็กฝากไว้กับผู้อื่น ควรจะต้องมีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวประกบเด็กเล็กด้วยทุกครั้ง

ประการที่สี่ กรณีที่เป็นรถโรงเรียน พ่อแม่ต้องมั่นใจก่อนว่าจะตัดสินใจใช้บริการรถโรงเรียนของโรงเรียนหรือไม่ ความจริงไม่อยากแนะนำให้ลูกวัยเด็กเล็กใช้บริการรถโรงเรียน แต่ก็เข้าใจดีว่าด้วยสภาพการจราจรและวิถีชีวิตอาจทำให้ต้องตัดสินใจใช้บริการรถโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถตู้ทึบ ฉะนั้น พ่อแม่ต้องดูถึงมาตรการความปลอดภัยของรถโรงเรียนด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะสภาพรถว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ต้องดูถึงเรื่องผู้ที่ต้องเป็นคนไปรับส่งลูกว่ามีใครบ้าง คนขับรถเป็นอย่างไร คนที่ติดรถเป็นคุณครูระดับปฐมวัย มีความเข้าใจเรื่องเด็กเล็กไหม เวลารับส่งเด็กขึ้นรถลงรถมีการเช็คชื่อเด็กหรือไม่ แล้วมาตรการของโรงเรียนเป็นอย่างไร เมื่อเด็กถึงโรงเรียนแล้วมีการดับเบิ้ลเช็คอีกครั้งหรือไม่

สิ่งที่ต้องตระหนักอย่างยิ่งก็คือ ผู้ที่ใกล้ชิดเด็กเล็กทั้งหลายต้องมีความระมัดระวังมากกว่าปกติหลายเท่า เพราะต้องคิดเสมอว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองเรื่องความปลอดภัยได้ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องไม่ประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาที

ที่มา : thaihealth.or.th

โพสต์เมื่อ :
2562-05-16
 175
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์